การลงทุนในตลาดหุ้น แม้ศึกษาจนมีความรู้ ความสามารถในการลงทุนได้เป็นอย่างดี แต่หากมีความเชื่อผิดๆ ก็อาจทำให้การลงทุนไม่ประสบความสำเร็จ

เพราะความเชื่อชักนำให้เกิดการตัดสินใจทำบางสิ่งบางอย่างของคนเราเสมอมา การลงทุนในตลาดหุ้นซึ่งต้องตัดสินใจอยู่บ่อยครั้ง จึงต้องมีความเชื่อที่ดีกับความรู้ในการตัดสินใจในการลงทุนควบคู่กันไปด้วย เพื่อให้ประสบความสำเร็จ

ดังนั้น หากคุณเป็นนักลงทุนมือใหม่ ที่ต้องการประสบความสำเร็จในการลงทุนในตลาดหุ้นแล้วละก็  iMoney Thailand ขอนำเสนอ 5 ความเชื่อผิดๆของการลงทุนในตลาดหุ้น ที่จะทำให้คุณละทิ้งความเชื่อผิดๆเหล่านี้ เพื่อให้สามารถประสบความสำเร็จในการลงทุนได้ในอนาคต

1.หุ้นไหนดีก็จะดีตลอด

เพราะเป้าหมายของการลงทุน คือต้องการทำผลกำไรให้มากที่สุด ดังนั้น การลงทุนในหุ้นที่เป็นบริษัทที่มีชื่อเสียง มีผลกำไรสูง และมีมูลค่าเพิ่มขึ้นสม่ำเสมอโดยตลอดตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน อาจเป็นเป้าหมายการลงทุนแรกๆของนักลงทุนทุกคน เพราะมีความเชื่อว่าจะสามารถลงทุนโดยสร้างผลกำไรได้ดังที่เคยเป็นมาในอดีต

แต่เพราะมูลค่าของหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ขึ้นลงตามเหตุการณ์ทางการเมือง เศรษฐกิจ และสถานการณ์โลก ทำให้ไม่ว่าประวัติของหุ้นบริษัทเหล่านี้จะดีเพียงใด หากเกิดเหตุการณ์ที่มีผลกระทบเกิดขึ้น ก็สามารถทำให้มูลค่าหุ้นบริษัทเหล่านั้นลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้เช่นกัน ดังนั้น จึงไม่มีหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ตัวใดที่สามารถดีไปได้ตลอด และไม่ได้แย่ไปตลอดเช่นกัน ทางเดียวที่นักลงทุนจะประสบความสำเร็จก็คือ การไม่หวั่นไหวต่อมูลค่าที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงของหุ้นตลอดเวลา และลงทุนในระยะยาว เพื่อให้มูลค่าหุ้นนั้นค่อยๆเติบโต จนสามารถสร้างผลกำไรได้ดังที่ต้องการ

2.กองทุนรวมรางวัลจัดการกองทุนยอดเยี่ยมคือกองทุนที่มีคุณภาพ

นักลงทุนที่ไม่ต้องการลงทุนโดยรับความเสี่ยงด้วยตัวเอง และสร้างผลกำไรอย่างต่อเนื่อง สามารถลงทุนผ่านกองทุนรวม ที่จะคอยบริหารและลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆเพื่อสร้างผลกำไรแทนนักลงทุน โดยการพิจารณาว่าควรลงทุนในกองทุนรวมที่ใดนั้น อาจพิจารณาจากการว่า กองทุนรวมจากสถาบันใด ได้รับรางวัลจัดการกองทุนยอดเยี่ยม เพราะนั่นอาจหมายถึงคุณภาพของกองทุนนั้น ที่บริหารกองทุนจนสร้างผลกำไรให้คุณได้อย่างน่าพึงพอใจ

แต่เพราะมูลค่าของหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ขึ้นลงยากคาดเดา ตามเหตุการณ์ทางการเมือง เศรษฐกิจ และสถานการณ์โลกในแต่ละช่วงขณะ ทำให้กองทุนรวมที่ได้รับรางวัลจัดการกองทุนยอดเยี่ยมในปีนี้ อาจไม่ได้รางวัลในปีถัดไป เพราะสถานการณ์ตลาดอาจไม่ได้เป็นไปดังที่คาดหวัง ดังนั้น ถึงแม้กองทุนรวมที่ได้รับรางวัล จะการันตีการเป็นกองทุนที่มีคุณภาพ แต่ผลกำไรที่คุณคาดหวังจะได้รับนั้น อาจไม่ได้ดีอย่างต่อเนื่อง จึงควรลดความคาดหวัง เพื่อให้คุณยังสามารถสนุกกับการลงทุนได้ เผื่อว่ากองทุนที่คุณเลือกนั้น จะสามารถทำผลงานได้ในปีถัดไป

3.ทองคำและตราสารหนี้ ปลอดภัยกว่า การลงทุนในตลาดหุ้น

เป็นความจริงที่ว่า หุ้นในตลาดหุ้นนั้น เป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง เพราะมูลค่านั้นมีการผันผวนขึ้นลงตลอดเวลา ตามสถานการณ์การเมือง เศรษฐกิจโลก ที่ไม่แน่นอน ทำให้การลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำอย่างทองคำและตราสารหนี้ เป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ที่สนใจที่จะลงทุนโดยให้เกิดอัตราเสี่ยงน้อยที่สุด

อย่างไรก็ตาม แม้จะเกิดความเสี่ยงต่ำ แต่ก็ใช่ว่าจะปลอดภัยสำหรับนักลงทุนเสมอไป โดยเฉพาะกับนักลงทุนที่มุ่งลงทุนแต่ในสินทรัพย์ประเภทเดียว เพราะเมื่อทองคำหรือตราสารหนี้มีมูลค่าลดลงนั้น ก็มีลักษณะลดลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน ตัวอย่างเช่นเมื่อปลายปี 2561 ที่ราคาทองคำนั้นลดลงมาถึง 18,000 บาทเท่านั้น การลงทุนอย่างปลอดภัยจึงควรเป็นการลงทุนแบบการกระจายความเสี่ยงในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ มากกว่าการลงทุนแต่ในสินทรัพย์ประเภทใดประเภทหนึ่งเพียงอย่างเดียว

4.ต้องมีความรู้ด้านการลงทุนมาก่อน ถึงจะลงทุนได้

ข้อความที่ย้ำเตือนนักลงทุนตลอดเวลาว่า การลงทุนมีความเสี่ยง นักลงทุนควรศึกษาการลงทุนให้ดีก่อนตัดสินใจ ทำให้คนทั่วไปอาจได้ยินจนเกิดความเชื่อขึ้นมาด้วยตัวเองว่า การเป็นนักลงทุน จำต้องมีความรู้ความสามารถเฉพาะทางอย่างด้านคณิตศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ มาก่อน จึงจะทำการลงทุนได้ เพื่อให้สามารถคาดเดาสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ อันจะส่งผลการลงทุนประสบความสำเร็จ

ทั้งที่จริงแล้ว ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด เพราะตลาดหลักทรัพย์ไม่ใช่สิ่งที่คาดเดาได้ แม้จะมีข้อมูลที่แสดงแนวโน้มของสถานการณ์ตลาดหลักทรัพย์ได้ดีเพียงใด แต่บ่อยครั้งก็มักจะผิดพลาดอยู่เสมอ ด้วยเหตุนี้ จึงไม่มีผู้บริหารกองทุนใดที่สามารถครอบครองรางวัลผู้บริหารกองทุนดีเด่นได้หลายปีติดต่อกัน ฉะนั้น สิ่งเหล่านี้คุณสามารถศึกษาได้ด้วยตัวเอง และคิดว่าการลงทุนหุ้นนั้นก็คือ การลงทุนในบริษัทๆหนึ่ง หากคุณมองออกว่า บริษัทนี้มีแนวโน้มที่เจริญเติบโต หรือมีความแข็งแกร่งในการดำเนินธุรกิจนั้นๆ คุณก็สามารถเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จได้ด้วยตัวเองแล้วล่ะ

5.ต้องมีเงินจำนวนมาก ถึงจะลงทุนได้

คุณอาจเห็นนักลงทุนใส่สูทผูกไทค์ จนทำให้คิดว่านักลงทุนต้องเป็นนักธุรกิจที่มีเงินจำนวนมาก จึงจะสามารถลงทุนได้ ทั้งที่ในความเป็นจริง หากคุณไม่มีเงินจำนวนมาก ก็สามารถลงทุนได้ เพราะในปัจจุบันมีวิธีการลงทุนที่เรียกว่า DCA (Dollar Cost Average)  ที่เปรียบเสมือนการออมเงินในทุกเดือน แต่แทนที่จะเข้าธนาคาร กลับเป็นการลงทุนในหุ้นตลาดหลักทรัพย์แทน

ซึ่งการลงทุนวิธีนี้ปัจจุบันสามารถเริ่มต้นลงทุนที่ 1,000 บาทเท่านั้น โดยข้อดีของมันนั้นทำให้คุณได้เปรียบในการลงทุนกว่าการลงทุนด้วยเงินจำนวนมากในครั้งเดียว เพราะจะเป็นการซื้อในแบบราคาเฉลี่ย ซึ่งการที่หุ้นมีราคาขึ้นลงตลอดเวลา ทำให้หากคุณลงทุนด้วยวิธีนี้ ก็มีโอกาสที่จะซื้อหุ้นในราคาเฉลี่ยที่ต่ำกว่าราคาปกติ ดังนั้น เมื่อหุ้นมีมูลค่าเพิ่มขึ้น โอกาสที่จะทำกำไรจากการลงทุนก็เพิ่มมากขึ้นนั่นเอง วิธีนี้จึงถือเป็นวิธีที่เหมาะสมสำหรับคนที่ต้องการลงทุน แต่ไม่มีเงินจำนวนมาก และต้องการทำผลกำไรที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์

อยากลงทุน ต้องศึกษาความรู้เรื่องการลงทุนและมีความเชื่อที่ดี เพื่อให้คุณสามารถลงทุนได้อย่างประสบความสำเร็จ