แม้คุณจะมีรายได้ประจำ จนมีเงินไว้สำหรับใช้จ่ายในทุกๆวัน แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า เงินจำนวนนั้น จะหมายถึงการมีความสามารถการใช้จ่ายในตัวคุณ

เพราะเมื่อคุณมีภาระทางการเงิน จากกรณีการทำธุรกรรมทางการเงินต่างๆ เช่น การผ่อนชำระหนี้สินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถ ทำให้ถึงแม้คุณสมบัติของคุณจะผ่านเกณฑ์ตามที่สถาบันการเงินกำหนด เช่น เป็นผู้ที่มีรายได้ประจำ หรือ สามารถผ่อนชำระหนี้ได้ครบทุกงวดตามที่กำหนด  แต่หากพิจารณาอัตราดอกเบี้ยและระยะเวลาที่ต้องผ่อนชำระ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นในทุกๆวัน อันทำให้เงินจำนวนเท่าเดิมซื้อของได้ลดลง ทำให้สุดท้ายแล้ว จำนวนเงินที่ต้องผ่อนชำระโดยรวม อาจมีค่ามากกว่าค่าใช้จ่ายประจำวันอื่นๆ ซึ่งอาจส่งผลให้คุณมีความสามารถในการใช้จ่ายไม่มากนัก จากการมีเงินที่มีมูลค่าลดลง

imoneythailand.com จึงขอเสนอเรื่อง วิธีเพิ่มความสามารถการใช้จ่ายในตัวคุณ ที่จะทำให้คุณสามารถประเมินตนเองได้ว่า มีความสามารถในการใช้จ่ายมากน้อยแค่ไหน และจะมีวิธีการใด ที่ทำให้ตนเองมีความสามารถในการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นได้ เพื่อไม่ให้คุณสร้างภาระทางการเงินเกินตัว จนกลายเป็นหนี้สินจำนวนมากได้ในอนาคต

เพราะผ่อนได้ ไม่แปลว่า จ่ายไหว เสมอไป

เนื่องจากรูปแบบของการให้กู้ยืมเงิน เพื่อนำไปใช้จ่ายในด้านต่างๆ เช่น บัตรเครดิต สินเชื่อ ประกันสุขภาพ ฯลฯ คือ ผลิตภัณฑ์หนึ่งที่สร้างรายได้ให้แก่สถาบันการเงิน ทำให้สถาบันการเงินต่างๆออกกฎเกณฑ์ที่จะช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ใช้บริการมากที่สุด เพื่อให้ผลิตภัณฑ์เหล่านั้นเป็นที่ต้องการ โดยหนึ่งในกฏเกณฑ์นั้น คือ การกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ใช้บริการสามารถผ่อนชำระหนี้ จากการใช้ผลิตภัณฑ์ต่างๆนั้นได้ โดยมีเงื่อนไขสำคัญ คือ ต้องมีรายได้ประจำ และต้องผ่อนชำระตามจำนวนขั้นต่ำหรือตามที่ใช้จ่ายได้ ตามที่เงื่อนไขกำหนด โดยในปัจจุบัน ค่าผ่อนชำระขั้นต่ำมีมูลค่าไม่สูงมากนัก ทำให้คนทั่วไปสามารถเข้าถึงและใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ได้ง่าย

อย่างไรก็ตาม การผ่อนได้อาจไม่ได้แปลว่าจ่ายไหวเสมอไป เมื่ออัตราดอกเบี้ยกู้ยืมที่สูง อาจส่งผลให้ค่าผ่อนชำระหนี้เพิ่มขึ้น นั่นอาจแสดงให้เห็นว่า ในระยะยาว หากคุณยังคงมีรายได้เท่าเดิม ในขณะที่ค่าผ่อนชำระหนี้เพิ่มขึ้น จนมีมูลค่าเกินกึ่งหนึ่งของรายได้ประจำที่มี คือ มีรายจ่ายมากกว่ารายได้กว่า 50% อาจทำให้ในระยะยาว ไม่เพียงคุณจะไม่มีเงินสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายอื่นๆในชีวิตประจำวันเท่านั้น แต่อาจทำให้ถึงขั้นเป็นหนี้สินได้ จากการผ่อนชำระหนี้ไม่ทัน

นั่นจึงทำให้ก่อนใช้บริการ ผู้ใช้บริการควรที่จะประเมินให้ค่าผ่อนชำระหนี้นั้น มีมูลค่าต่ำกว่ารายได้อย่างน้อย 20-30% เพื่อให้ยังคงมีเงินเหลือสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายอื่นๆและเป็นเงินออม เพื่อผ่อนชำระหนี้ในระยะยาวได้ต่อไป อันจะทำให้ถึงแม้คุณจะมีหนี้สินที่ต้องผ่อนชำระ คุณก็ยังมีความสามารถในการใช้จ่ายได้ดังเดิม

วิธีเพิ่มความสามารถการใช้จ่ายในตัวคุณ

การเพิ่มความสามารถการใช้จ่ายในตัวคุณ ควรเริ่มต้นที่การรู้จักวางแผนการใช้จ่ายอย่างเป็นระบบ เพื่อให้สามารถลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และเพิ่มเงินออมให้มากขึ้น โดยอาจสามารถแบ่งค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ออกได้เป็น 3 ส่วนคือ

  1. ค่าใช้จ่ายคงที่ (<50% ของรายได้สุทธิรายเดือนของคุณ) – ประกอบด้วยค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่น ค่าผ่อนรถยนต์ ค่าน้ำค่าไฟ ค่าสมาชิก Fitness ค่าโทรศัพท์ ฯลฯ โดยเพื่อเพิ่มความสามารถการใช้จ่ายในตัวคุณ ควรให้ค่าใช้จ่ายเหล่านี้มีมูลค่ารวมกันไม่เกิน 50% ของรายได้สุทธิรายเดือนของคุณ

  2. เป้าหมายทางการเงิน (อย่างน้อย 20% ของรายได้สุทธิต่อเดือนของคุณ) – แม้การนำเงินไปใช้ในส่วนนี้จะมีความสำคัญ เพราะเป็นการสร้างความมั่นคงทางการเงินและความสำเร็จของชีวิตในอนาคต  ผ่านรูปแบบของการออมระยะยาวในสินทรัพย์ต่างๆ เช่น หุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ทองคำ ตราสารหนี้ กองทุนรวม อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเป็นเป้าหมายทางการเงินในระยะยาว และมีความเสี่ยงไม่ใช่น้อย จึงควรใช้เงินอย่างน้อย 20% ของรายได้สุทธิต่อเดือน เพื่อเพิ่มความสามารถการใช้จ่ายในตัวคุณ

  3. ค่าใช้จ่ายจิปาถะ (<30% ของรายได้สุทธิต่อเดือนของคุณ) – เพราะค่าใช้จ่ายแบบวันต่อวัน เป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยาก ทำให้สิ่งที่คุณควรทำเพื่อเพิ่มความสามารถการใช้จ่ายในตัวคุณ คือ การลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นให้มากที่สุด โดยควรให้น้อยกว่า 30% ของรายได้สุทธิต่อเดือน เพื่อเพิ่มความสามารถการใช้จ่ายในตัวคุณ

ถึงแม้จะมีรายจ่ายจำนวนมาก คุณก็ยังคงมีความสามารถในการใช้จ่ายได้ เพียงมีความรู้ความเข้าใจในการทำธุรกรรมทางการเงิน และรู้จักลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น เชื่อได้ว่า ไม่ว่าในเวลาใดๆ คุณก็จะยังคงมีความสามารถในการใช้จ่ายอย่างแน่นอน